
วันหนึ่งแม่บ้านรายเดือนที่ทำงานไปกลับ มาขอเปลี่ยนเป็นอยู่ประจำ ที่บ้านนายจ้าง เหตุผลอาจเป็นเรื่องค่าเดินทางที่แพงขึ้น ห้องเช่าหมดสัญญา หรืออยากประหยัดเวลา เดินทางวันละ 2 ถึง 3 ชั่วโมง ฝั่งนายจ้างมักลังเล เพราะไม่แน่ใจว่า ควรคิดเงินเพิ่มหรือลด และต้องตกลงอะไรใหม่บ้าง บทความนี้ชวนคิดเป็นขั้นตอน ทั้งฝั่งต้นทุนนายจ้าง ฝั่งรายได้ของแม่บ้าน และข้อตกลงใหม่ ที่ควรเขียนให้จบ ก่อนย้ายเข้าจริง
เปลี่ยนเป็นอยู่ประจำ อะไรเปลี่ยนบ้าง
การอยู่ประจำไม่ใช่แค่ย้ายที่นอน แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างงาน และค่าใช้จ่าย ของทั้งสองฝ่าย ลองนึกภาพหนึ่งวันเต็มๆ ตั้งแต่เช้า ถึงหลังมื้อเย็น จะเห็นครบ ทุกข้อ
- นายจ้างมีต้นทุนเพิ่ม คือห้องพัก อาหารทุกมื้อ น้ำ ไฟ และของใช้ส่วนกลาง ที่ใช้ร่วมกัน
- แม่บ้านรายเดือนประหยัดขึ้น ทั้งค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง และค่าอาหาร ที่เคยจ่ายเอง ทุกเดือน
- เวลางานเสี่ยงเบลอ เพราะอยู่บ้านเดียวกัน นายจ้างเผลอเรียกใช้งาน นอกเวลาได้ง่ายขึ้น
- ความเป็นส่วนตัวของทั้งบ้าน และของแม่บ้านเอง ลดลง ต้องมีขอบเขตชัดขึ้น กว่าเดิม
- วันหยุดสำคัญขึ้นมาก เพราะไม่ได้กลับบ้านตัวเอง ทุกเย็น เหมือนเดิม บ้านที่เคยมีแม่บ้านรายเดือนอยู่ประจำมาก่อน จะรู้ว่าข้อสุดท้ายนี้ สำคัญที่สุด
หลักคิดเรื่องเงิน ให้เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
เรื่องเงินของการเปลี่ยนเป็นอยู่ประจำ ไม่มีสูตรตายตัว แต่มีหลักคิด ที่ใช้ได้ทุกบ้าน คือแยกให้ออก ระหว่างสิ่งที่นายจ้างจ่ายเพิ่ม กับงานที่เพิ่มขึ้นจริง หลายบ้านเข้าใจว่า คนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว ต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา ซึ่งเป็นความเข้าใจ ที่ทำให้เสียคนทำงานดีๆ ไปมาแล้ว หลายบ้าน
| ประเด็น | แนวคิดฝั่งนายจ้าง | แนวคิดฝั่งแม่บ้าน | ทางออกที่มักลงตัว |
|---|---|---|---|
| ห้องพัก อาหาร น้ำไฟ | เป็นต้นทุนที่นายจ้างออกเพิ่ม ทุกเดือน | เป็นสวัสดิการ ไม่ใช่เงินเดือน | ถือเป็นสวัสดิการของงานอยู่ประจำ ไม่หักจากเงินเดือนเดิม |
| ชั่วโมงงานเท่าเดิม ขอบเขตงานเท่าเดิม | ไม่ควรต้องจ่ายเพิ่ม เพราะงานไม่เพิ่ม | ตัวเองก็ประหยัดค่าใช้จ่าย ไปมาก | คงเงินเดือนเดิม บวกสวัสดิการที่พัก และอาหาร |
| มีงานเพิ่ม เช่น มื้อเช้า หรือดูแลบ้านช่วงค่ำ | จ่ายเพิ่มตามงานที่เพิ่มจริง | อยากได้ค่าตอบแทน ของเวลาที่เพิ่ม | ระบุงานที่เพิ่มเป็นข้อๆ แล้วปรับเงินเดือนขึ้น ตามที่ตกลงกัน |
| ถูกเรียกใช้งานนอกเวลา เป็นครั้งคราว | อยากได้ความยืดหยุ่น เมื่อจำเป็น | ไม่อยากถูกมองว่า ว่างตลอด 24 ชั่วโมง | กำหนดเวลาเลิกงานชัด งานหลังเวลานั้น คิดเป็นโอที หรือแลกเวลาพัก |
ตัวเลขจริงของแต่ละบ้าน ต่างกันตามพื้นที่ และขอบเขตงาน จุดที่ทำให้คุยง่ายขึ้น คือให้ทั้งสองฝ่าย ลองเขียนตัวเลขของตัวเองมาก่อน แล้วค่อยหาจุดตรงกลาง แทนการต่อรองปากเปล่า กลางวงสนทนา ถ้าตกลงกันได้แล้ว ให้ระบุวันเริ่มมีผล และรอบจ่ายเงินเดือน ให้ชัดเจน ในเอกสารเดียวกัน และนัดคุยเรื่องเงินรอบถัดไป ปีละ 1 ถึง 2 ครั้ง ตามรอบทบทวนงาน
ข้อตกลงใหม่ ที่ต้องคุยให้จบก่อนย้ายเข้า
เงินเป็นแค่ครึ่งเดียวของเรื่องนี้ อีกครึ่งคือกติกาการอยู่ร่วมกัน ระหว่างครอบครัวกับแม่บ้านรายเดือน ที่ควรตกลงเป็นข้อตกลงใหม่ อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อตกลงชุดนี้ สำคัญกว่าตัวเลขเงินเดือน ในระยะยาว เพราะปัญหางานอยู่ประจำ ส่วนใหญ่ ไม่ได้มาจากเรื่องเงิน
- เวลาเริ่มงาน และเวลาเลิกงานประจำวัน ชัดเป็นนาฬิกา ไม่ใช่จนกว่างานจะหมด
- วันหยุดประจำสัปดาห์ของแม่บ้านรายเดือน และรอบกลับบ้านต่างจังหวัด เช่น ทุก 1 ถึง 2 เดือน กลับกี่วัน
- ขอบเขตห้องพัก ใครเข้าได้บ้าง และแม่บ้านดูแลความสะอาด ห้องตัวเอง
- มื้ออาหาร กินร่วมกับครอบครัว หรือแยกกิน ตกลงตามความสบายใจ ของทั้งสองฝ่าย
- แขกของแม่บ้าน มาเยี่ยมได้ไหม บริเวณไหน ช่วงเวลาใด
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ของใช้เฉพาะตัว โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ใครรับผิดชอบ ส่วนไหน
- การใช้พื้นที่ส่วนกลางนอกเวลางาน เช่น ครัว หรือมุมซักผ้า ใช้ได้ช่วงไหน ของวัน
เรื่องที่มักลืมคิด เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายรายเดือน
ก่อนคุยตัวเลขกัน ลองไล่รายการค่าใช้จ่ายจริง ที่จะเกิดขึ้นทุกเดือน ให้ครบก่อน รายการพวกนี้ ไม่ได้แพงทุกข้อ แต่ควรรู้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มารู้ทีหลัง
- ค่าอาหารเพิ่มขึ้นจริง เพราะมีคนกินเพิ่มหนึ่งคน วันละ 3 มื้อ รวมวันหยุด ที่อยู่บ้าน
- ค่าน้ำค่าไฟ ขยับขึ้นบ้าง ตามการใช้จริง ไม่ควรตกใจ เมื่อบิลรอบแรก มาถึง
- ของใช้ส่วนกลาง เช่น สบู่ ยาสระผม กระดาษทิชชู ตกลงให้ชัด ว่ารวมให้ หรือแยกซื้อเอง
- ค่าเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด รอบวันหยุดยาว ใครออกส่วนไหน ตกลงกันก่อน ถึงรอบจริง จะได้ไม่ต้องเจรจาใหม่ ทุกเทศกาล
ตัวอย่างการคุยเรื่องตัวเลข แบบเป็นขั้นตอน
1. นัดคุยกันตรงๆ หนึ่งรอบ ใช้เวลา 30 ถึง 45 นาที ไม่คุยแทรกระหว่างทำงาน เพราะเรื่องนี้ ต้องการสมาธิ ของทั้งคู่ และควรพักงานบ้านไว้ก่อน ระหว่างคุย ทั้งสองฝ่าย
2. ให้ฝ่ายแม่บ้านเล่าก่อน ว่าทำไมอยากอยู่ประจำ และคาดหวังอะไร ทั้งเรื่องเงิน และความเป็นอยู่ ขั้นนี้ให้เขาได้พูดจนจบ ไม่ขัดกลางคัน จะได้ข้อมูลครบ ตั้งแต่รอบแรก
3. นายจ้างแจกแจงต้นทุนที่จะออกเพิ่ม ให้เห็นเป็นข้อๆ พร้อมบอกตรงๆ ว่ารับไหวแค่ไหน และกังวลเรื่องอะไร
4. สรุปเป็นข้อตกลงใหม่หนึ่งแผ่น ลงชื่อทั้งสองฝ่าย แล้วนัดทบทวนอีกครั้ง หลังทดลองอยู่จริง 1 ถึง 2 เดือน เพราะของจริง มักต่างจากที่คิด เสมอ
สัญญาณว่าไม่ควรรีบตกลง
บางกรณี ควรชะลอคำตอบให้แม่บ้านรายเดือนไว้ก่อน แม้อยากช่วย ก็ต้องดูความพร้อม ของบ้านตัวเอง การขอเวลาคิด 3 ถึง 5 วัน ดีกว่ารับปากไปก่อน แล้วมาถอยทีหลัง
- บ้านไม่มีห้องพักที่เหมาะจริง ต้องไปนอนรวมกับเด็ก หรือมุมอเนกประสงค์
- คนในครอบครัวบางคน ยังไม่สบายใจ เรื่องมีคนอื่นอยู่ในบ้าน ตลอดเวลา
- เหตุผลของแม่บ้าน ฟังแล้วเป็นเรื่องชั่วคราว เช่น รอห้องเช่าใหม่ 1 ถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งควรช่วยแบบชั่วคราว ไม่ใช่เปลี่ยนสัญญา
- ยังตกลงเรื่องเวลาเลิกงาน กับวันหยุดไม่ได้ ข้อนี้คือต้นเหตุปัญหา อันดับต้นๆ ของงานอยู่ประจำ
แม่บ้านรายเดือนขอเปลี่ยนเป็นอยู่ประจำ ไม่ใช่แค่เรื่องขึ้นหรือลดเงินเดือน — หลักที่เป็นธรรมคือ ที่พักและอาหารเป็นสวัสดิการ งานเท่าเดิมเงินเท่าเดิม งานเพิ่มจ่ายเพิ่มตามจริง และต้องมีข้อตกลงใหม่เรื่องเวลาเลิกงาน วันหยุด และขอบเขตการอยู่ร่วมกัน เขียนให้จบก่อนย้ายเข้า แล้วนัดทบทวนหลังอยู่จริง
ติดต่อเรา|แม่บ้านสุขสวัสดิ์
แม่บ้านสุขสวัสดิ์ ให้คำปรึกษาเรื่องการปรับสัญญาจากรายเดือนไปกลับ เป็นอยู่ประจำ ทั้งโครงเงินเดือน สวัสดิการที่ควรมี และตัวอย่างข้อตกลงใหม่ ที่ใช้ได้จริง สอบถามทีมงานก่อนตัดสินใจได้ ใช้เวลาคุยประมาณ 20 ถึง 30 นาที
- โทร:02-118-3737 / 082-333-7070
- Line:@maid2015
- เว็บ:https://www.แม่บ้านสุขสวัสดิ์.com
- เฟซบุ๊ก:https://www.facebook.com/maidbangkok/
อ้างอิง
[1] ILO กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานไทย ยกระดับการคุ้มครองแรงงานทำงานบ้าน ประกอบเรื่องเวลาพัก วันหยุด และสภาพการอยู่อาศัยของลูกจ้างในบ้าน|https://www.ilo.org/resource/news/thailands-department-labour-protection-and-welfare-strengthens-protection


